VocabTech
Blog/10 คำพ้องเสียง ภาษาอังกฤษ (2025) คู่มือฉบับสมบูรณ์ เขียนไม่ผิดชัวร์!

เริ่มสร้างคลังคำศัพท์อังกฤษจริงกับ Vocab

ดาวน์โหลดฟรี เรียนเร็วขึ้นด้วยการทบทวนเว้นระยะ ลิสต์ตามหัวข้อ และเสียงเจ้าของภาษา - และจำคำที่เรียนได้

10 คำพ้องเสียง ภาษาอังกฤษ (2025) คู่มือฉบับสมบูรณ์ เขียนไม่ผิดชัวร์!

10 สุดยอดคำพ้องเสียงในภาษาอังกฤษ: คู่มือฉบับสมบูรณ์ 2025 เขียนให้โปรเหมือนเจ้าของภาษา

สวัสดีครับเพื่อนๆ! เคยเผลอเขียน "your welcome" แทน "you're welcome" แล้วรู้สึกเขินๆ บ้างไหมครับ? 😅 ไม่ต้องกังวลไป คุณไม่ได้เป็นคนเดียว! ความผิดพลาดนี้เป็นตัวอย่างสุดคลาสสิกของความสับสนเรื่องคำพ้องเสียงเลยครับ คำพ้องเสียงในภาษาอังกฤษ (English homophones) คือคำที่ออกเสียงเหมือนกันเป๊ะ แต่เขียนต่างกันและมีความหมายคนละเรื่อง ซึ่งสร้างความสับสนได้แม้กระทั่งกับเจ้าของภาษาเอง คำเหล่านี้เจอได้ทุกระดับตั้งแต่ A2 ถึง C1 และการแยกแยะคำเหล่านี้ได้ คือเครื่องหมายยืนยันว่าคุณใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจจริงๆ
แต่ข่าวดีก็คือ เราสามารถจัดการกับปัญหานี้ให้หมดไปได้อย่างถาวร คุณไม่จำเป็นต้องท่องจำกฎเป็นร้อยๆ ข้อ แค่เข้าใจหลักการของคู่คำที่ใช้บ่อยที่สุดก็พอ
วันนี้เราจะมาติดอาวุธด้วยกฎง่ายๆ และเคล็ดลับเด็ดๆ เพื่อพิชิต 10 คู่คำพ้องเสียงที่เจ้าเล่ห์ที่สุด คู่มือนี้จะช่วยให้คุณเขียนได้อย่างมั่นใจและไร้ข้อผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นอีเมลธุรกิจ เรียงความส่งมหาวิทยาลัย หรือแค่แชทคุยกับเพื่อน ไปลุยกันเลย! 🚀

คำพ้องเสียง (Homophones) คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?

คำพ้องเสียง (Homophones) คือคำแฝดที่เสียงเหมือนกัน แต่การสะกดและความหมายต่างกัน ลองนึกภาพคุณพูดว่า "I'll see you by the sea" (เจอกันที่ทะเลนะ) ซึ่งเมื่อฟังแล้ว "see" (เห็น) กับ "sea" (ทะเล) จะแยกกันไม่ออกเลย แต่ในการเขียน ความแตกต่างนั้นชัดเจนมาก! การสะกดผิดเพียงนิดเดียวอาจเปลี่ยนความหมายของประโยคไปโดยสิ้นเชิง เช่น "I need more flour" (ฉันต้องการแป้งทำอาหารเพิ่ม) กับ "I need more flower" (ฉันต้องการดอกไม้เพิ่ม) หรืออาจทำให้คุณดูเป็นคนไม่ใส่ใจในรายละเอียด
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? ในการพูดคุยทั่วไปอาจเป็นเรื่องที่พอให้อภัยได้ แต่ในแวดวงการทำงานหรือการเรียน ความผิดพลาดแบบนี้อาจบั่นทอนความน่าเชื่อถือของคุณได้ การใช้คำพ้องเสียงอย่างถูกต้องเป็นสัญญาณของการใช้ภาษาได้ดีเยี่ยม มันแสดงให้เห็นว่าคุณไม่ใช่แค่รู้จักคำศัพท์ แต่ยังเข้าใจความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ และบริบทของมันด้วย งั้นเรามาฝึกฝนทักษะนี้ให้เฉียบคมกันเถอะครับ!

10 คำพ้องเสียงที่เจอบ่อยที่สุด: กฎและตัวอย่างเข้าใจง่าย

เราจะมาเจาะลึกทีละคู่ (หรือสาม!) พร้อมคำอธิบายง่ายๆ ตัวอย่างสถานการณ์ที่หลากหลาย และเคล็ดลับช่วยจำครับ

1. Their / There / They’re

นี่น่าจะเป็นแชมป์เปี้ยนแห่งความสับสนเลยครับ แต่จริงๆ แล้วง่ายมากถ้าจำหน้าที่ของมันได้!
  • Their - เป็นคำแสดงความเป็นเจ้าของ ตอบคำถามว่า "ของใคร?" ใช้แสดงว่าบางสิ่งเป็นของ "พวกเขา" เคล็ดลับช่วยจำ: ในคำนี้มีคำว่า "heir" (ทายาท) ซ่อนอยู่ ซึ่งทายาทคือผู้ที่ได้รับมรดกหรือเป็นเจ้าของบางสิ่ง
    • "The students forgot their books." / นักเรียนลืมหนังสือของพวกเขา
    • "It was their decision to move to another city." / มันเป็นการตัดสินใจของพวกเขาที่จะย้ายไปเมืองอื่น
    • "I admire their commitment to the project." / ฉันชื่นชมความทุ่มเทของพวกเขาต่อโปรเจกต์นี้
    • "All the cats had finished their food." / แมวทุกตัวกินอาหารของมันจนหมดแล้ว
    • "Could you ask them for their opinion?" / คุณช่วยไปถามความเห็นของพวกเขาให้หน่อยได้ไหม?
  • There - เป็นคำวิเศษณ์บอกสถานที่ ตอบคำถามว่า "ที่ไหน?" ใช้ชี้ตำแหน่ง หรือใช้ในโครงสร้าง "there is/are" เคล็ดลับช่วยจำ: ในคำนี้มีคำว่า "here" (ที่นี่) ซ่อนอยู่ ซึ่งก็ใช้บอกตำแหน่งเหมือนกัน
    • "Your keys are over there on the table." / กุญแจของคุณอยู่ตรงนั้นบนโต๊ะนั่นไง
    • "There is a good reason for this." / มันมีเหตุผลที่ดีสำหรับเรื่องนี้
    • "Let's stop there for a moment." / เราหยุดตรงนั้นสักครู่กันเถอะ
    • "There are many people waiting outside." / มีคนจำนวนมากรออยู่ข้างนอก
    • "I've never been there before." / ฉันไม่เคยไปที่นั่นมาก่อนเลย
  • They’re - เป็นรูปย่อของ "they are" (พวกเขาเป็น/อยู่/คือ) เคล็ดลับช่วยจำ: ถ้าประโยคนั้นสามารถแทนที่ด้วย "they are" ได้ ก็ใช้ "they're" ได้เลย
    • "They’re going to the cinema tonight." / พวกเขาจะไปดูหนังคืนนี้
    • "They’re the best team in the league." / พวกเขาคือทีมที่ดีที่สุดในลีก
    • "I think they’re ready for the test." / ฉันคิดว่าพวกเขาพร้อมสำหรับข้อสอบแล้ว
    • "Look, they’re waving at us!" / ดูนั่นสิ พวกเขากำลังโบกมือให้เรา!
    • "If they’re late, we'll start without them." / ถ้าพวกเขามาสาย เราจะเริ่มโดยไม่มีพวกเขา

2. Your / You’re

อีกหนึ่งคู่คลาสสิกที่คนมักพลาด กฎเหมือนกับข้อข้างบนเลยครับ คือเรื่องของการย่อคำ
  • Your - คำแสดงความเป็นเจ้าของ ตอบคำถามว่า "ของคุณ?"
    • "Is this your bag?" / นี่กระเป๋าของคุณหรือเปล่า?
    • "I really like your new haircut." / ฉันชอบทรงผมใหม่ของคุณจังเลย
    • "Please mind your step." / โปรดระวังก้าวของคุณด้วย (ระวังสะดุด)
    • "What is your favorite color?" / สีโปรดของคุณคือสีอะไร?
    • "Can I borrow your pen?" / ขอยืมปากกาของคุณหน่อยได้ไหม?
  • You’re - เป็นรูปย่อของ "you are" (คุณเป็น/อยู่/คือ) วิธีเช็ค: ลองแทนที่ด้วย "you are" ดู
    • "You’re an excellent student!" / คุณเป็นนักเรียนที่ยอดเยี่ยมมาก!
    • "I think you’re making a mistake." / ฉันคิดว่าคุณกำลังทำพลาดนะ
    • "You’re always welcome here." / เรายินดีต้อนรับคุณที่นี่เสมอ
    • "When you’re ready, we can leave." / เมื่อคุณพร้อม เราก็ไปกันได้เลย
    • "You’re doing a great job." / คุณทำได้ดีมาก

3. Its / It’s

ความสับสนของคู่นี้เกิดจากเครื่องหมาย apostrophe (') ที่เราคุ้นเคยว่าใช้แสดงความเป็นเจ้าของ แต่สำหรับคำนี้เป็นข้อยกเว้น!
  • Its - คำแสดงความเป็นเจ้าของสำหรับสิ่งไม่มีชีวิตและสัตว์ ตอบคำถามว่า "ของมัน?" ไม่ต้องมี apostrophe!
    • "The dog wagged its tail." / สุนัขกระดิกหางของมัน
    • "The company announced its quarterly earnings." / บริษัทประกาศผลประกอบการรายไตรมาสของบริษัท
    • "The phone fell and its screen cracked." / โทรศัพท์ตกลงมาและหน้าจอของมันก็ร้าว
    • "The tree has lost all of its leaves." / ต้นไม้ได้สลัดใบของมันทั้งหมดทิ้งไป
    • "Each country has its own traditions." / แต่ละประเทศก็มีประเพณีเป็นของตนเอง
  • It’s - เป็นรูปย่อของ "it is" หรือ "it has" วิธีเช็ค: ลองแทนที่ด้วย "it is" หรือ "it has" ดู
    • "It’s a beautiful day!" / วันนี้เป็นวันที่สวยงาม! (It is a...)
    • "It’s been a long time since we last met." / มันเป็นเวลานานแล้วที่เราเจอกันครั้งล่าสุด (It has been...)
    • "It’s important to double-check your work." / มันเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องตรวจทานงานของคุณซ้ำ
    • "It’s raining outside." / ข้างนอกฝนกำลังตก
    • "Hurry up, it’s almost midnight!" / เร็วเข้า เกือบจะเที่ยงคืนแล้ว!

4. To / Too / Two

ทั้งสามคำนี้เสียงเหมือนกันเด๊ะ แต่ความหมายต่างกันสุดขั้ว บริบทคือเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณในกรณีนี้
  • To - เป็นคำบุพบทบอกทิศทาง ("ไปยัง", "ถึง") หรือเป็นส่วนหนึ่งของคำกริยา (infinitive)
    • "I need to go to the store." / ฉันต้องไปที่ร้านค้า
    • "She gave the book to me." / เธอให้หนังสือกับฉัน
    • "They are learning to speak English." / พวกเขากำลังเรียนที่จะพูดภาษาอังกฤษ
    • "Let's go to the park." / ไปสวนสาธารณะกันเถอะ
    • "I promise to call you later." / ฉันสัญญาว่าจะโทรหาคุณทีหลัง
  • Too - หมายถึง "ด้วย", "เช่นกัน" หรือ "เกินไป" เคล็ดลับช่วยจำ: มีตัว 'o' เกินมาหนึ่งตัว เหมือนกับความรู้สึกที่ "มากเกินไป" หรือการ "เพิ่ม" อะไรเข้าไป (ด้วย, เช่นกัน)
    • "This coffee is too hot. I want to go, too." / กาแฟนี่ร้อนเกินไป ฉันก็อยากไปด้วยเหมือนกัน
    • "He is too tired to continue." / เขาเหนื่อยเกินไปที่จะไปต่อ
    • "Are you coming with us, too?" / คุณจะไปกับพวกเราด้วยไหม?
    • "It's never too late to learn." / ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเรียนรู้
    • "I ate too much cake." / ฉันกินเค้กมากเกินไป
  • Two - คือตัวเลข 2
    • "I have two cats." / ฉันมีแมวสองตัว
    • "She bought two tickets for the show." / เธอซื้อตั๋วสำหรับการแสดงสองใบ
    • "The meeting is at two o'clock." / การประชุมเริ่มเวลาบ่ายสองโมง
    • "It takes two to tango." / ตบมือข้างเดียวไม่ดัง (สำนวน)
    • "I'll have two scoops of ice cream, please." / ขอไอศกรีมสองลูกครับ/ค่ะ

5. By / Buy / Bye

สามคำนี้เจอบ่อยมากในชีวิตประจำวัน
  • By - เป็นคำบุพบทที่ใช้ได้หลากหลายมาก เช่น บอกตำแหน่งที่อยู่ใกล้ๆ ("ใกล้", "ริม"), บอกวิธีการ ("โดย"), บอกผู้กระทำ, หรือบอกกำหนดเวลา
    • "The book was written by Stephen King. I'll be there by 5 PM." / หนังสือเล่มนี้เขียนโดยสตีเฟน คิง ฉันจะไปถึงที่นั่นไม่เกิน 5 โมงเย็น
    • "Can you send the report by email?" / คุณช่วยส่งรายงานทางอีเมลได้ไหม?
    • "He lives by the river." / เขาอาศัยอยู่ริมแม่น้ำ
    • "I was surprised by the news." / ฉันประหลาดใจกับข่าวนั้น
    • "Please finish this task by Friday." / กรุณาทำงานนี้ให้เสร็จภายในวันศุกร์
  • Buy - กริยาแปลว่า "ซื้อ"
    • "I need to buy some milk." / ฉันต้องไปซื้อนมหน่อย
    • "Where did you buy that dress?" / คุณซื้อชุดเดรสนั้นมาจากที่ไหน?
    • "They want to buy a new car." / พวกเขาอยากซื้อรถคันใหม่
    • "I'll buy you lunch today." / วันนี้ฉันเลี้ยงข้าวกลางวันคุณเอง (แปลตรงตัว: ฉันจะซื้อมื้อกลางวันให้คุณ)
    • "Money can't buy happiness." / เงินซื้อความสุขไม่ได้
  • Bye - เป็นคำย่อของ "goodbye" (ลาก่อน, ไปนะ)
    • "See you tomorrow, bye!" / เจอกันพรุ่งนี้นะ บาย!
    • "He waved bye as the train departed." / เขาโบกมือลาตอนที่รถไฟเคลื่อนขบวนออกไป
    • "It's time to say bye." / ได้เวลาบอกลาแล้ว
    • "Bye for now!" / ไปก่อนนะ!
    • "Okay, bye! Talk to you soon." / โอเค บาย! แล้วคุยกันนะ

6. Wear / Where

เสียง [w] และ [h] ตอนต้นอาจทำให้สับสนได้ แต่ความหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง
  • Wear - กริยาแปลว่า "สวมใส่" (เสื้อผ้า, เครื่องประดับ) หรือ "สึกหรอ"
    • "What are you going to wear to the party?" / คุณจะใส่อะไรไปงานปาร์ตี้?
    • "He always wears a hat." / เขาสวมหมวกเสมอ
    • "You should wear sunscreen." / คุณควรทาครีมกันแดดนะ
    • "The tires on the car are starting to wear out." / ยางรถยนต์เริ่มสึกหรอแล้ว
    • "She doesn't like to wear bright colors." / เธอไม่ชอบใส่เสื้อผ้าสีสว่าง
  • Where - คำแสดงคำถาม "ที่ไหน?", "ไปไหน?" หรือใช้เป็นคำเชื่อม
    • "Where are you from?" / คุณมาจากที่ไหน?
    • "Where did I leave my glasses?" / ฉันวางแว่นตาไว้ที่ไหนเนี่ย?
    • "This is the house where I grew up." / นี่คือบ้านที่ฉันเติบโตมา
    • "Where should we go for dinner?" / เราควรไปทานมื้อค่ำกันที่ไหนดี?
    • "I don't know where he is." / ฉันไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน

7. See / Sea

เป็นคู่ที่ง่ายๆ แต่เวลาพูดเร็วๆ ก็สับสนได้เหมือนกัน
  • See - กริยาแปลว่า "เห็น", "เข้าใจ"
    • "I can see you!" / ฉันเห็นคุณนะ!
    • "Do you see what I mean?" / คุณเข้าใจที่ฉันหมายถึงไหม?
    • "I went to see the doctor yesterday." / ฉันไปหาหมอมาเมื่อวาน
    • "Let's wait and see what happens." / รอดูไปก่อนว่าจะเกิดอะไรขึ้น
    • "Long time no see!" / ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ!
  • Sea - คำนามแปลว่า "ทะเล"
    • "I love swimming in the sea." / ฉันชอบว่ายน้ำในทะเล
    • "The ship sailed across the open sea." / เรือแล่นไปในทะเลเปิด
    • "We had a beautiful view of the sea from our hotel room." / เราได้เห็นวิวทะเลที่สวยงามจากห้องพักในโรงแรม
    • "There are many strange creatures in the deep sea." / มีสิ่งมีชีวิตแปลกๆ มากมายในทะเลลึก
    • "He could smell the salt from the sea." / เขาสามารถได้กลิ่นเค็มของเกลือจากทะเล

8. Sun / Son

อีกหนึ่งคู่ที่บริบทเป็นตัวตัดสินทุกอย่าง
  • Sun - คำนามแปลว่า "ดวงอาทิตย์"
    • "The sun is shining brightly today." / วันนี้ดวงอาทิตย์ส่องแสงเจิดจ้า
    • "We watched the sun set over the horizon." / เราเฝ้ามองดวงอาทิตย์ตกดินลับขอบฟ้า
    • "Plants need the sun to grow." / พืชต้องการแสงอาทิตย์เพื่อการเจริญเติบโต
    • "Don't look directly at the sun." / อย่ามองดวงอาทิตย์โดยตรง
    • "The Earth revolves around the Sun." / โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์
  • Son - คำนามแปลว่า "ลูกชาย"
    • "My son is five years old." / ลูกชายของฉันอายุห้าขวบ
    • "He is the proud father of a newborn son." / เขาคือคุณพ่อผู้ภาคภูมิใจของลูกชายแรกเกิด
    • "Their son is studying at university." / ลูกชายของพวกเขากำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย
    • "Like father, like son." / ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น (สำนวน)
    • "She called her son to wish him a happy birthday." / เธอโทรหาลูกชายเพื่ออวยพรวันเกิดให้เขา

9. Right / Write

คู่นี้พลาดง่ายเพราะตัว 'w' ที่ไม่ออกเสียงในคำว่า 'write'
  • Right - มีหลายความหมาย: "ขวา" (ตรงข้ามกับซ้าย), "ถูกต้อง", "สิทธิ"
    • "Turn right at the corner. That's the right answer." / เลี้ยวขวาตรงหัวมุม นั่นคือคำตอบที่ถูกต้อง
    • "You have the right to remain silent." / คุณมีสิทธิ์ที่จะไม่ให้การ
    • "I'll be right back." / เดี๋ยวฉันกลับมานะ
    • "Is this the right way to the station?" / นี่คือทางไปสถานีที่ถูกต้องใช่ไหม?
    • "Everyone has basic human rights." / ทุกคนมีสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน
  • Write - กริยาแปลว่า "เขียน"
    • "Please write your name here." / กรุณาเขียนชื่อของคุณตรงนี้
    • "I need to write an email to my boss." / ฉันต้องเขียนอีเมลถึงเจ้านาย
    • "She loves to write poetry." / เธอรักการเขียนบทกวี
    • "Did you write down the address?" / คุณจดที่อยู่ไว้หรือยัง?
    • "He is learning to write in cursive." / เขากำลังเรียนเขียนตัวเขียน

10. Accept / Except

สองคำนี้เสียงคล้ายกันมาก แต่ความหมายแทบจะตรงกันข้าม สำคัญมากที่จะไม่ใช้สลับกันในจดหมายหรืออีเมลที่เป็นทางการ
  • Accept (ยอมรับ, ตกลง) - เป็นคำกริยา ขึ้นต้นด้วย "ac" เหมือนคำว่า "access" (การเข้าถึง) - คือการเปิดรับ, ยอมรับบางสิ่ง
    • "I accept your apology." / ฉันยอมรับคำขอโทษของคุณ
    • "She decided to accept the job offer." / เธอตัดสินใจที่จะตอบรับข้อเสนองาน
    • "Please accept this gift as a token of our gratitude." / โปรดรับของขวัญชิ้นนี้เป็นเครื่องหมายแสดงความขอบคุณจากเรา
    • "He finds it hard to accept criticism." / เขารู้สึกว่ามันยากที่จะยอมรับคำวิจารณ์
    • "Do you accept credit cards here?" / ที่นี่รับบัตรเครดิตไหมครับ/คะ?
  • Except (ยกเว้น, นอกจาก) - เป็นคำบุพบทหรือคำเชื่อม ขึ้นต้นด้วย "ex" เหมือนคำว่า "exclude" (ไม่รวม) หรือ "exit" (ทางออก)
    • "Everyone is here except John." / ทุกคนอยู่ที่นี่หมดยกเว้นจอห์น
    • "The store is open every day except Sunday." / ร้านเปิดทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์
    • "I like all kinds of fruit except for bananas." / ฉันชอบผลไม้ทุกชนิดยกเว้นกล้วย
    • "He ate everything on his plate except the vegetables." / เขากินทุกอย่างบนจานของเขายกเว้นผัก
    • "There was nothing to do except wait." / ไม่มีอะไรให้ทำเลยนอกจากรอ

มาทดสอบตัวเองกัน: มินิควิซ

ทีนี้มาลองทดสอบกันหน่อยว่าคุณเข้าใจทั้งหมดแล้วหรือยัง! การฝึกฝนคือกุญแจสู่ความสำเร็จ ลองเติมคำที่ถูกต้องลงในแต่ละประโยคดูนะครับ เฉลยอยู่ข้างล่าง! 😉
  1. (They're / Their / There) going to visit ... new house.
  2. (It's / Its) a shame that the team lost ... final game.
  3. Could you ... me a ticket ... the concert? I want to go, ... !
  4. (Your / You're) not going to believe what ... sister said.
  5. I can't ... your offer, ... for one condition.
  6. My ... loves to play in the ... .
  7. I need to ... a new coat to ... for the winter.
  8. ... do you think you are going?
  9. Please ... down the correct answer on the ... side of the page.
  10. I'll be ... in a minute, just have to say ... to my mom.
เฉลยควิซ:
  1. They're, their
  2. It's, its
  3. buy, to, too
  4. You're, your
  5. accept, except
  6. son, sun
  7. buy, wear
  8. Where
  9. write, right
  10. there, bye
เป็นยังไงบ้างครับ ทำได้กันไหม? ถ้าทำผิดไปบ้างก็ไม่เป็นไรเลยครับ! นั่นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจว่าผิดเพราะอะไร และฝึกฝนต่อไปเรื่อยๆ บันทึกหน้านี้เก็บไว้แล้วกลับมาดูเมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกไม่แน่ใจ ลองเขียนประโยคตัวอย่างของตัวเองในคอมเมนต์เพื่อทบทวนเนื้อหาดูสิครับ!
การใช้คำพ้องเสียงได้อย่างมั่นใจคือก้าวต่อไปของคุณสู่การใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้อง ขอให้โชคดีครับ! 👍

Additional Materials

5 นาที

ทดสอบคำศัพท์ภาษาอังกฤษของคุณใน 5 นาที

ค้นพบระดับคำศัพท์ที่แท้จริงของคุณด้วยแบบทดสอบฟรี จากคำพื้นฐานถึงขั้นสูง รับคะแนน A1-C2 และดูว่าคุณรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษจริงๆ กี่คำ